Home ความรัก นรกของแม่ ความทุกข์ของผู้หญิงที่เป็นแม่ อยากให้ลูกๆได้อ่านเอาไว้เตือนใจ

นรกของแม่ ความทุกข์ของผู้หญิงที่เป็นแม่ อยากให้ลูกๆได้อ่านเอาไว้เตือนใจ

3 second read
0
0
60

ผู้หญิงเมื่อถึงเวลาอันสมควรก็จะแต่งงานมีครอบครัว

คงไม่มีความสุขใดของลูกผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว จะยิ่งใหญ่ไปกว่า..

– การได้เป็นที่รักของสามี..

– การได้เป็นผู้ดูแลความเป็นไปในครอบครัว (กุมความเป็นใหญ่ทุกอย่าง)

– การได้เป็นมารดา

– การได้ลูกเป็นคนดี

และคงไม่มีความทุกข์อันใดของผู้หญิง จะหนักเท่ากับ..
– ทุกข์เพราะสามีไปรักผู้หญิงอื่น

– ทุกข์เพราะไม่มีสิทธิ์ดูแลความเป็นใหญ่ในครอบครัว

– ทุกข์เพราะแต่งงานแล้วไม่มีลูกไว้ให้ชื่นชม

– ทุกข์เพราะได้ลูกเป็นคนไม่ดี

สองข้อหลัง ถือว่าเป็นความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว การมีลูกนั้นเป็นข้อพิสูจน์ว่าเธอเป็นหญิงมีความสมบูรณ์ แต่ถ้าแต่งงานแล้วไม่มีลูก เธอก็กังวลใจหนัก ไม่รู้ว่าตัวเธอมีความบกพร่องอะไร อย่างไร หรือเปล่า..

และถ้ามีลูกแล้วลูกเป็นคนไม่ดี ผู้เป็นแม่จะเป็นทุกข์หนักกว่าการไม่มีลูกอีกหลายเท่า เพราะมันเป็นเครื่องแสดงว่า

“ ผู้หญิงอย่างเธอ เป็นได้แค่แม่ผู้ให้เกิดเท่านั้น แต่ไม่มีปัญญาสอนลูกให้เป็นคนดีได้ ”

การมีลูกจึงถือว่าเป็นความโชคดีของผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ยิ่งถ้าได้ลูกแล้วลูกเป็นคนดี ก็ยิ่งนับว่าเป็นความโชคดีและเป็นความสุขของหญิงผู้เป็นแม่มาก จนยากจะหาความสุขใดมาเปรียบปานได้ แต่จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่เป็นสุขอยู่ในความโชคดีดังที่ว่ามา…มีแม่จำนวนไม่น้อยที่มักจะเป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า

“ เสียงหัวเราะมักจะมาพร้อมกับหยาดน้ำตา ความโชคร้ายมักแฝงกายมากับความโชคดี ”

นั่นคือ เธอโชคดี มีรอยยิ้มและเป็นสุขในเบื้องต้นของความเป็นแม่ แต่ก็ต้องมีเสียงร้องไห้ มีหยาดน้ำตา และมีความทุกข์ระทมเป็นบำเหน็จบำนาญในบั้นปลายกับความเลวร้ายในนิสัยลูก..

เสียใจเพราะลูกรักมาตายจาก ยังเหลือซากความดี (ถ้าลูกเป็นคนดี) ของเขาเอาไว้ให้สุขใจอยู่บ้าง แต่ที่เสียใจเพราะลูกเป็นคนไม่ดีนี่สิ มันเป็นความสุดระทมของแม่จนยากจะถ่ายถอน ทั้งไม่รู้จะไปเรียกร้องขอความเห็นใจจากใครได้ เพราะแม่เลี้ยงลูกมาเอง ร้องไปก็จะมีแต่คนสมน้ำหน้าเพราะ..

“อันธรรมดาสุนัขดุนั้น คนเขาย่อมจะโทษเจ้าของที่เลี้ยง”

จึงถือว่าความเลวของลูก เป็นความทุกข์สุดระทมของพ่อแม่ และมีวิบากกรรมและความอับอายไว้ให้เก็บเกี่ยวด้วย เรียกว่าทั้งทุกข์ทั้งอายตลอดไป จนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่งโน่นแหละ มันเป็นความทุกข์ที่เกินขีดจำกัดจริงๆ

“ถ้าดิฉันรู้ว่ามันเลวอย่างนี้นะหลวงพ่อ ดิฉันเอาขี้เถ้ายัดปากให้มันตายตั้งแต่วันที่มันเกิดมาแล้ว ไม่ปล่อยไว้ให้มันเป็นลูกตุ้มถ่วงใจให้หนักจนถึงทุกวันนี้หรอก” ผู้หญิงคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของลูกไม่รักดีคนหนึ่ง ปรับทุกข์กับหลวงพ่อ

“บอกสอนอะไรมันไม่ได้เลย เถียงทุกคำ ไม่พอใจขึ้นมาหน่อยก็ปาข้าวปาของ ไม่รู้ว่าลูกผีที่ไหนมาเกิด” บ่นไปกัดฟันไป ก็คงช้ำใจกับลูกจริงๆนั่นแหละ

“ดิฉันยังเคยคิดนะคะ ว่าบางทีจะยุให้มันโมโหจนต้องลงไม้ลงมือกับดิฉันดีหรือเปล่า แล้วจะได้แจ้งตำรวจจับมันไปขังคุกให้เข็ดหลาบ” เธอบอกมาตรการสุดท้ายที่จะนำไปปราบลูกชายตนเอง

“เขาไม่เข็ดหรอกโยม มีแต่จะไปเพิ่มนิสัยอันธพาลให้กับเขามากขึ้นเท่านั้น ในคุกในตะรางโยมนึกหรือว่ามันจะมีคนดีให้เอาอย่าง แค่คดีทำร้ายร่างกายไม่ถึงกับต้องติดคุกให้หัวโตหรอก ไม่นานก็พ้นโทษ เมื่อออกมาแล้วก็กลับมาเป็นลูกของโยมเหมือนเก่า”

“ของที่มันตกลงพื้น มีความสกปรกเพียงนิดหน่อย ถ้าเราต้องการเก็บของนั้นเอาไว้อีก ก็ควรเอาไปล้างทำความสะอาดเสีย จะเอาไปโยนทิ้งในหลุมส้วมแล้วมันจะสะอาดขึ้นมาได้อย่างไร” หลวงพ่อพูดให้กำลังใจแก่เธอ

“ดิฉันหมดปัญญาจะสอนมันแล้วค่ะหลวงพ่อ” เธอทอดถอนใจด้วยความเหนื่อยหน่าย

“พาเขามาวัด อาตมาจะช่วยพูดให้”

“มันคงไม่มาหรอกค่ะ เพราะมันคงรู้แล้วว่าดิฉันมาเล่าเรื่องราวของมันให้หลวงพ่อฟังจนหมด”

“ก็จะไปบอกทำไมเล่าว่าจะชวนมาวัด หัดใช้อุบายกับลูกเป็นบ้าง ให้เขาพาไปธุระที่ไหนก็ได้ที่ต้องผ่านวัด เมื่อทำธุระเสร็จก็ขอร้องว่า ไหนๆก็ผ่านวัดแล้ว ช่วยพาแม่ไปกราบหลวงพ่อหน่อย นานแล้วไม่ได้กราบท่าน คิดถึงหรืออะไรก็ว่าไป เมื่อมาถึงแล้วโยมอยู่คุยกับอาตมาสักสองสามคำ แล้วขอตัวเข้าห้องน้ำหรือไปหาซื้อหนังสือธรรมะด้านหน้าก็ไป ทิ้งเขาไว้กับอาตมา ถ้าแม่อยู่ด้วยเขาก็คงไม่ฟังในสิ่งที่สอน”

แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่กลัวว่าลูกจะไม่ฟังในสิ่งที่พระท่านสอนหรอก แต่กลัวแม่ต่างหากที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกฟัง คอยแต่จะพูดแทรกคำอยู่ตลอด พระก็เลยสอนเด็กได้ไม่เต็มที่ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่หลวงพ่อขอร้องพ่อ แม่ ว่าขอสอนลูกเพียงลำพัง

ผ่านไปสองอาทิตย์.. แม่คนนั้นพาลูกชายเดินมากราบท่าน ท่าทางของลูกอิดออดเดินหน้าคว่ำเข้ามา แสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ก้มลงกราบหลวงพ่อตามคำบอกของแม่อย่างเสียไม่ได้

ผู้เป็นแม่คุยกับหลวงพ่อสองสามคำ แล้วขอตัวไปห้องน้ำตามที่ตกลงกันไว้..

ในกุฏิหลวงพ่อ มีหมาอยู่ตัวหนึ่ง ตัวโต สีน้ำตาล ขนเกรียน ชื่อว่า “ไอ้โทน” ท่านเลี้ยงมันมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ หลวงพ่อลุกขึ้นเดินไปหาไอ้โทนที่นอนห่างจากท่านไม่มากนัก เงื้อมือทำท่าจะตีมัน…

ไอ้โทน ซึ่งมันไม่เคยถูกหลวงพ่อตีเลย เคยแค่หยอกเล่นๆ เท่านั้น เมื่อเห็นท่านเงื้อมือ มันก็รีบนอนหงายท้องขึ้น เอาขาหน้าทั้งสองคู้เข้าหากัน กอดอก คล้ายๆกับจะบอกว่า “ท่านจะเลือกตีโทนตรงไหนก็นิมนต์ได้ตามสบาย โทนไม่โต้ตอบหรอกครับ” อย่างนั้น

ท่านหลวงพ่อจึงพูดกับมันขึ้นว่า “เฮ้อ ! ไอ้โทน เอ็งนี่กตัญญูรู้คุณคนจริงๆ รู้จักเก็บแข้งเก็บขาเวลาถูกอบรมนิสัย ไม่คิดจะตอบโต้คนที่เลี้ยงดูมา เหมือนลูกของคนบางคน” เอ่ยพอแค่นี้ ท่านหลวงพ่อก็หยุดชำเลืองตามามองลูกคนบางคนที่อยู่ในวงรัศมีพอที่จะได้ยินเสียงของท่าน และมองเห็นภาพเหตุการณ์นั้นได้

ลูกของคนบางคนที่ว่านั้น กำลังจ้องไอ้โทนด้วยสายตาเขม็ง

ท่านหลวงพ่อจึงอบรมไอ้โทนกระทบใส่ลูกคนบางคนต่อไปอีกว่า “ลูกของคนบางคน แม่เลี้ยงมาจนโต นอกจากไม่รู้บุญคุณแล้ว ยังคิดทำร้ายผู้มีพระคุณอีกด้วย มันน่าละอายแทนเขาจริงๆ” พอพูดจบท่านก็เดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมของท่าน แล้วหันมาถามลูกของคนบางคนนั้นขึ้นว่า…

“แล้วเธอล่ะพ่อหนุ่ม เคยทะเลาะกับแม่บ้างหรือเปล่า”

“คะ เคยครับหลวงพ่อ” เขาพูดไม่เต็มเสียงนัก ก็คงจะเขินอายไอ้โทนตามที่ท่านหลวงพ่อได้พูดเอาไว้ตะกี้นี้แหละ ครั้นจะโกหกว่า ไม่เคย ก็คงจะรู้สึกไม่ดี

ก็ยังถือว่าเขายังมีความละอายใจต่อบาปอยู่บ้างที่ไม่กล้าโกหกพระ คนเราถ้าไม่หยาบเกินวิสัยจริงๆแล้ว ก็ยังพอมีทางที่จะสอนให้เขาใฝ่ดีได้ ที่สอนยากๆจนขั้นที่เรียกว่า “ปทปรมะ” นั้น ก็มีแต่คนที่พอกพูนความหยาบกระด้างลงในจิตใจเป็นอาจิณเท่านั้น

“พ่อหนุ่ม หลวงพ่อจะเล่าอะไรให้ฟังนะ” ท่านหลวงพ่อเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เมื่อมองเห็นอุปนิสัยโดยทั่วไปของเขา ว่าไม่ใช่คนอันธพาลจนจะเอาดีไม่ได้ เพียงแต่อาจจะด้อยความสำนึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้างเท่านั้น ซึ่งหากขัดเกลาเสียหน่อย แววแห่งความรักดีของเขาคงจะปรากฏ…

“ตอนที่เราเด็กๆ เรายังพูดไม่ได้ ประโยคแรกที่พ่อแม่จะสอนให้เราพูดก็คือคำว่า พ่อ แม่ พยายามสอนให้เราพูดคำเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างนี้ ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายที่จะสอน แค่พอเราออกเสียง ป้อ แอ้ ป้อ แอ้ แค่นั้น เขาก็ดีใจมากแล้ว เที่ยวอวดใครต่อใครว่าลูกของฉันเรียกพ่อเรียกแม่ได้แล้ว..”

มือน้อยๆทั้งสองของเรา ยังจับฉวยอะไรไม่ได้ สิ่งแรกที่พ่อแม่สอนให้ทำ ก็คือให้เราประนมมือไหว้ “หวัดดีซีลูก”

“เท้าน้อยๆของเรา พ่อแม่ก็ไม่รังเกียจที่จะจูบดม” ท่านพูดพลางจ้องหน้าเขาอย่างไม่ลดละ ทำให้ผู้นั่งฟังต้องก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าจะเงยหน้าขึ้นสบสายตาท่าน คงจะนึกละอาย หรือไม่คงรู้สึกสำนึกขึ้นมาบ้างแล้ว

“แต่พอเติบโตขึ้นมา” หลวงพ่อพูดต่อ “มีลูกจำนวนไม่น้อยที่ใช้ปาก ที่พ่อแม่เคยสอนให้เรียกพ่อแม่นั้น มาด่าทอให้พ่อแม่ให้เจ็บช้ำน้ำใจ”

“เอามือที่พ่อแม่เคยสอนให้ หวัดดีซิลูกนั้น มาชี้หน้าพ่อ ชี้หน้าแม่ ตบตีทำร้ายพ่อแม่ก็มี เท้าที่พ่อแม่เคยจูบ เคยดมนั่น ก็มาเดินกระทืบพื้น เตะข้าวเตะของประชดพ่อประชดแม่ ลูกๆจะคิดกันหรือเปล่า ว่านั่นมันเป็นบาปหนักแค่ไหน”

“คนอื่นจะด่าว่าตบตีอย่างไรพ่อกับแม่เขาทนรับไหว แต่ที่หนักหนาสุดเหลือกำลังจะทนได้นั้น ก็คือคำด่าว่าและอากัปกิริยาดื้อรั้นของลูกๆ พ่อแม่ต้องเจ็บช้ำระกำใจ ซ้ำยังอับอายขายขี้หน้าชาวบ้านไปจนตาย หากลูกแสดงความไม่เคารพนับถือพ่อแม่ ด่าว่า ทำร้ายพ่อแม่ ความเลวของลูก มันคือนรกในใจของพ่อแม่..”

“ที่พ่อแม่ต้องด่าต้องอบรมสั่งสอนนั้น ก็เพราะว่าเขารักเรา ไม่อยากเห็นลูกถูกประณามว่าเป็นคนไม่ดี ทั้งพ่อแม่ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของลูกทุกอย่าง ในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดก่อเกิดเรามา ลูกทำตัวแย่ พ่อแม่ก็ถูกสังคมประณามหยามหมิ่นว่าไม่รู้จักอบรมสั่งสอนลูก”

“ถ้าเขาไม่รักเรา เขาก็คงไม่เตือนเราหรอก เอาเวลาไปหาอย่างอื่นทำจะดีกว่า ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมารำคาญหรือเบื่อหน่ายแต่นี่เพราะไม่อยากเห็นลูกถูกสังคมรังเกียจเอา พ่อแม่จึงได้ยอมตักเตือนว่ากล่าว หรือบางทีก็ต้องลงโทษลูกบ้าง ซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับลงโทษหัวใจของพ่อแม่เอง”

“ก็น่าเห็นใจผู้ที่เป็นพ่อแม่อยู่เหมือนกัน มีลูกแล้วหวังจะได้ชื่นชมความดีของลูก แต่ก็ต้องมาตรอมใจกับความไม่ดีของลูกเสียแทน บ่นว่าเข้าหน่อยลูกก็พาลมาโกรธมาเกลียดเอา ครั้นไม่บ่นไม่ด่าไม่ว่ากล่าวตักเตือนบ้างเลย สังคมก็จะประนามเอาได้ว่า มีปัญญาหาแต่ข้าวให้ลูกกิน แต่ไม่มีสมองจะสั่งสอนลูก หัวใจของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ จึงจำต้องกรำทุกข์ทั้งขึ้นทั้งล่อง”

เช้าในวันอาทิตย์ต่อมา หลังจากทำบุญตักบาตรเสร็จเรียบร้อย….

แม้เขาจะไม่ดีเลยทีเดียว แต่ก็ดีขึ้นกว่าเก่าหน่อย รู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองมากขึ้น เวลาที่ถูกแม่กล่าวตักเตือน ก็ไม่ค่อยจะแสดงอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวแสดงความรำคาญอย่างก่อนๆ ถึงจะไม่พอใจอยู่บ้างที่ถูกแม่อบรมบ่อยๆ แต่ก็เก็บปากเก็บเสียง ไม่โต้เถียงทันทีเหมือนที่แล้วมา ก็คงนึกถึงคำสอนของหลวงพ่อได้กระมังคะ

ผู้เป็นแม่รายงานผลให้ท่านหลวงพ่อได้ทราบ ด้วยความภูมิใจในลูกชายคนเก่าที่เปลี่ยนนิสัยใหม่ ใบหน้าของเธอยิ้มแย้มแจ่มใส ราวกับถูกรางวัลแจ๊คพ็อตยังไงยังงั้น…

แค่เห็นลูกเป็นคนดี ใจของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ก็สุขเป็นล้นพ้นแล้ว แม้ไม่มีทรัพย์สินมากมายจะให้พ่อแม่ปลื้มได้ แต่ทรัพย์ที่ยอดเยี่ยมงดงามและมีค่าที่สุดก็คือ ความดีในตัวของลูกนั่นเอง ลูกจึงถือได้ว่าเป็นทั้งความสุขและความทุกข์ เป็นทั้งนรกและสวรรค์ สำหรับพ่อแม่อย่างแท้จริง

เมื่อฟังจบ ท่านหลวงพ่อก็ได้แนะนำแม่คนนั้นไปว่า ถ้าจะให้ดีกว่านี้ แม่ควรพาลูกมาทำบุญ ฟังธรรมที่วัดบ่อยๆด้วย เพื่อให้ธรรมะเข้าไปกล่อมเกลาจิตใจของเขาให้อ่อนโยน เมื่อสภาพจิตใจของเขาอ่อนโยนแล้ว ก็จะสามารถปลูกฝังคุณธรรมต่างๆลงไปได้โดยง่าย

แต่ถ้าพื้นเพจิตใจของเขาหยาบกระด้างเสียแล้ว ปลูกความดีอะไรลงไป มันก็ตายหมด เมื่อไม่มีคุณธรรมหล่อเลี้ยงจิตใจ ร่างกายของลูก ก็ไม่ต่างอะไรกับสุสาน เป็นที่บรรจุซากศพอันเน่าเหม็น คือพฤติกรรมเสียๆของเขาเอง….

-ขอขอบคุณที่มา: “นรกของแม่”…โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

ขอบคุณเนื้อหาจาก:http://www.chilljungloei.com

Load More Related Articles
Load More By rukpost
Load More In ความรัก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Check Also

7 ลักษณะของผู้ชายที่ดูเเล “ผู้หญิง” ได้ คบแล้วชีวิตรุ่งแน่นอน!!

ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนโยน และอนาคตของผู้หญิงหลายๆคนก็ต้องการคนที่ปกป้องดูแลเธอได้ แต่คุณผู้…